5.1 เครื่องมือทางการเงินและการตลาด

 5.1 เครื่องมือทางการเงินและการตลาด

 5.1.1.เครื่องมือทางการเงิน



1.ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้

 และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระ
ดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสารอยู่ในฐานะลูกหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารต้องการนำเงินไปลงทุน ส่วนผู้ซื้อจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้  
     

       1.1ประเภทตราสารหนี้การแบ่งประเภทตราสารหนี้อาจแบ่งได้หลายลักษณะ ดังนี้ 

             1.แบ่งตามอายุของตราสารหนี้  ได้แก่ ตราสารหนี้ที่มีอายุ​สั้น กลาง และยาว​

             2. แบ่งตามลักษณะของการจ่ายดอกเบี้ย  เช่น  ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยใน
อัตราคงที่ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยในอัตราลอยตัว ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยทบต้น 
หรือตราสารหนี้ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย เป็นต้น

             3. แบ่งตามลักษณะการออกใบตราสาร ได้แก่   
  
                  3.1 ชนิดมีใบตราสาร (Scrip)  เป็นตราสารหนี้ที่มีการออกใบตราสารซึ่ง
ระบุชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้ให้ครอบครอง​     

                  3.2 ชนิดไร้ใบตราสาร (Scripless)  เป็นตราสารหนี้ที่บันทึกกรรมสิทธิ์
ไว้ในบัญชีของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์โดยไม่มีการออกใบตราสาร

             4. แบ่งตามประเภทของผู้ออกตราสารหนี้ ได้แก่     


                  4.1 ตราสารหนี้ภาคเอกชน หมายถึง ตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชน 
ซึ่งอยู่ในการควบคุมดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 
(กลต.)  เช่น ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือหุ้นกู้ เป็นต้น   

                  4.2 ตราสารหนี้ภาครัฐ หมายถึง ตราสารหนี้ที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง 
หรือหน่วยงานภาครัฐ ออกจำหน่ายเพื่อระดมทุนในประเทศจากประชาชนและสถาบันการเงิน


         1.2 องค์ประกอบของตราสารหนี้ ตราสารหนี้โดยทั่วไปจะมีองค์ประกอบ

ที่สำคัญ ซึ่งพอจะจำแนกได้ดังนี้

                1. มูลค่าที่ตราไว้ (Par value) คือ มูลค่าเงินต้นที่ผู้กู้จะต้องชำระคืนให้กับผู้ถือ
ตราสารหนี้นั้นเมื่อครบกำหนด ส่วนใหญ่เท่ากับ 1,000 บาท ทั้งนี้มูลค่าที่ตราไว้นี้อาจลดลง
เมื่อมีการจ่ายคืนเงินต้นในกรณีที่เป็นตราสารหนี้ชนิดทยอยจ่ายคืน

                2.อัตราดอกเบี้ย (Coupon rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกมีภาระที่จะต้อง

จ่ายให้กับผู้ถือตราสารหนี้นั้น ๆ ตามวัน เดือน ปี ที่กำหนดตลอดอายุของตราสารหนี้นั้น 
ในกรณีที่เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed rate) เช่น 8.00% ต่อปี ผู้ออกจะต้องจ่ายที่อัตรา
นั้นตลอดอายุของตราสารหนี้ หรือในกรณีที่กำหนดให้เป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว 
(Floating rate) อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกต้องจ่ายให้ผู้ถือจะเปลี่ยนแปลงไปได้ตามที่กำหนด
 ซึ่งโดยปกติมักจะอ้างอิงไว้กับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ เช่น เปลี่ยนแปลงไป
ตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 1 ปีโดยเฉลี่ยของ 5 ธนาคารใหญ่ และบวกหรือลบด้วยส่วนต่าง 
(Margin) ที่กำหนดซึ่งจะขึ้นกับคุณภาพของตราสารหนี้นั้น ๆ

               3.งวดการจ่ายดอกเบี้ย (Coupon frequency) เป็นการระบุจำนวนครั้งของ
การจ่ายดอกเบี้ยซึ่งสามารถเป็นได้ทั้ง 1 ครั้ง ต่อปี 2 ครั้งต่อปี 4 ครั้งต่อปี หรือทุกๆ เดือน 
แล้วแต่ผู้ออกจะกำหนดแต่โดยส่วนใหญ่เป็นการจ่ายทุกครึ่งปี โดย เฉพาะพันธบัตรที่ออกโดย
รัฐบาลและองค์กรภาครัฐ

             4.วันหมดอายุ (Maturity Date) เป็นการกำหนดวันหมดอายุของตราสารหนี้นั้น
ซึ่ง
ผู้ออกจะต้องทำการจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยงวดสุดท้าย (ถ้ามี) ให้กับผู้ถือ

             5.ชื่อผู้ออก (Issue name) เป็นการระบุว่าใครเป็นผู้ออกตราสารหนี้นั้น หรือเป็นการ

ระบุชื่อผู้กู้

             6.ประเภทของตราสารหนี้ เป็นการระบุประเภทของตราสารหนี้นั้น เช่น หุ้นกู้ไม่มีประกัน

 หุ้นกู้ด้อยสิทธิ/ไม่ด้อยสิทธิ หุ้นกู้แปลงสภาพ เป็นต้น

             7. ข้อสัญญา (Covenants) เป็นเงื่อนไขและข้อตกลงที่ระบุให้ผู้ออกหุ้นกู้ต้อง
สัญญาว่าจะทำหรือไม่ทำ สิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อประโยชน์ของผู้ให้กู้ โดยทั่วไปมักเกี่ยวกับการตกลง
ในระดับทุนหมุนเวียน อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นหรือภาระดอกเบี้ยที่ต้องชำระ การห้าม
จ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นสามัญเกินอัตราที่กำหนด การต้องดำรงสัดส่วนของหนี้สินต่อทุนไม่เกิน
อัตราที่กำหนด ข้อสัญญาอาจรวมถึงการจำกัดด้านการบริหารของผู้ออก เช่น การห้ามรวมกิจการเป็นต้น อัตราผลตอบแทนของการลงทุนในตราสารหนี้มาจากไหนโดยปกติแล้วผลตอบแทนของ
ตราสารหนี้จึงมาจาก 2 ส่วนที่สำคัญ คือ

                  1.อัตราดอกเบี้ย/อัตราผลตอบแทนจากที่ผู้ออกต้องจ่ายให้แก่ผู้ถือตราสารหนี้

                  2กำไร/ขาดทุนจากการขาย (Capital gain/loss) คือผลกำไรจากราคาของตรา
สารหนี้เพิ่มขึ้นจากตอนซื้อ หรือขาดทุนเมื่อราคาของตราสารหนี้ลดลงจากตอนซื้อ ซึ่งอาจเป็นสา
เหตุมาจากการที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดขยับขึ้นหรือลง


      1.3 ผลตอบแทนความเสี่ยงของตราสารหนี้ การเพิ่มผลตอบแทนการ

ลงทุนในตราสารหนี้อายุตราสารหนี้ และความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

(Interest Rate Risk)


           1.เส้น Yield Curve และลักษณะทั่วไปความสัมพันธ์ระหว่างอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง 
กับราคาตราสารหนี้ผู้ออกตราสารหนี้ และความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk)อันดับความน่า
เชื่อถือ (Credit Ratings)โอกาสการถูกผิดนัดชำระหนี้ (Default Rates)

           2.ตราสารทุน หมายถึง ตราสารที่กิจการออกขายให้แก่ผู้ลงทุนเพื่อระดมเงินทุนไปใช้

ในกิจการ ตราสารทุนแบ่งออกได้หลายประเภท เช่น หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ ใบสำคัญแสดงสิทธิ
ที่จะซื้อหุ้น ทั้งนี้ บุคคลธรรมดาที่ลงทุนในหุ้นที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หากได้รับผลตอบแทน
เป็นเงินปันผลจะต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10 แต่ไม่ต้องเสียภาษีในกรณีของ Capital Gain
 (ผลตอบแทนในรูปของส่วนต่างในกรณีที่ราคาขายสูงกว่าราคาซื้อ)ประเ​ภทของตราสารทุน ได้แก่​​​​​
หุ้นสามัญ (Common Stock)คือตราสารสิทธิที่แสดงความเป็นเจ้าของกิจการผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิในการออกเสียงลงมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นและมีสิทธิได้รับเงินปันผล(ตามสัดส่วนของจำนวนหุ้นที่ถือครอง) โดยจำนวนเงินปันผลจะขึ้นอ​ยู่กับผลกำไรจากการดำเนินงานประจำปี และนโยบา​ยการจ่ายปันผ​​ลของบริ​ษัท​หุ้นบุริมสิทธิ(Preferred Stock)คือตราสารสิทธิที่ผู้ถือมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ แต่มีข้อแตกต่างจากหุ้นสามัญคือ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับสิทธิในการชำระคืนเงินทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ และในส่วนของผลตอบแทน เมื่อกิจการมีกำไรจากการดำเนินงาน ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับเงินปันผลในอัตราคงที่ซึ่งอาจจะมากหรือน้อยกว่าผู้ถือหุ้นสามัญก็ได้ ​​ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น (Warrant)คือตราสารที่ผู้ถือจะได้รับสิท​ธิในการซื้อหุ้นสามัญจากบริษัทที่ออก Warrant นั้นในราคาและระยะเวลาที่กำหนดไว้​ ​​ ใบสำคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้ (Transferable Subscription Rights : TSR)คือตราสารที่บริษัทออกให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนจำนวนหุ้นที่ถืออยู่เพื่อให้ผู้ถือหุ้น (หรือผู้ได้รับโอนสิทธิมาจากผู้ถือหุ้นเดิม) ใช้เป็นหลักฐานในการใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท​ ​​ ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิง (Depository Receipt : DR)
คือตราสารที่ออกและเสนอขายโดย บริษัท สยามดีอาร์ จำกัด (บริษัทในเครือของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) ซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิเหมือนลงทุนในหลักทรัพย์อ้างอิงนั้น ๆ เช่น หากหลักทรัพย์อ้างอิงเป็นหุ้นสามัญก็จะได้รับเงินปันผลเหมือนหุ้นสามัญ แต่ DR จะมีกำหนดอายุการไถ่ถอน ซึ่งผู้ถือต้องมีสัญชาติไทย และต้องออกเสียงลงคะแนนผ่านบริษัท สยามดีอาร์ จำกัด เท่านั้น ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย(Non - Voting Depository Receipt : NVDR)คือตราสารที่ออกและเสนอขายโดย บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด มีลักษณะคล้ายกับ DR แต่ NVDR จะไม่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือ

         3.ตราสารอนุพันธ์ (อังกฤษ: derivative บางตำราอาจเรียกว่า สัญญาอนุพันธ์) 
เป็นตราสารทางการเงินประเภทหนึ่ง ที่มูลค่าของตราสารจะขึ้นอยู่กับกระแสเงินของสินทรัพย์อ้างอิง
 ไม่ได้มีค่าจากกระแสเงินของตัวตราสารเองโดยตรง ตัวอย่างของตราสารอนุพันธ์ ได้แก่ สัญญาซื้อ
ขายล่วงหน้าแบบมาตรฐาน (futures), สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มาตรฐาน (forward), 
ตราสารแลกเปลี่ยน (swap), ตราสารสิทธิ (option) เป็นต้น และมีสินทรัพย์ที่สามารถอ้างอิงได้คือ
 เงินตราต่างประเทศ ตราสารหนี้ ตราสารทุน สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น โลหะมีค่า สินค้าเกษตร น้ำมัน 
หรือสินค้าอื่นใดที่มีดัชนีแน่นอนรองรับการออกตราสารอนุพันธ์ได้4.กองทุนรวมกองทุนรวม คือ
 เครื่องมือในการลงทุน (investment vehicle) สำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ที่ประสงค์จะนำเงินมา
ลงทุนในตลาดเงินตลาดทุนแต่ติดขัดด้วยอุปสรรคหลายประการ ที่ทำให้การลงทุนด้วยตนเองไม่สามารถได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่ต้องการ เช่น      

                     • มีทุนทรัพย์จำนวนจำกัด ไม่สามารถกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์
ต่างประเภทได้มากพอ เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน หรือ     
                     • ไม่มีประสบการณ์ ความรู้ ความชำนาญในการลงทุน หรือ     
                     • ไม่มีเวลาจะศึกษา ค้นหา และติดตามข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจการลงทุน
 กองทุนรวม จึงเป็นเครื่องมือในการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ มีการจัดการลงทุนอย่างเป็นระบบ 
โดยมีจุดมุ่งหมาย   ให้การลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีสุด ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้5.1.2 สถาบันการเงิน สถาบันที่ทำหน้าที่ระดมเงินออม  ให้กู้ยืมแก่ผู้ที่ต้องการเงินไปเพื่อการบริโภคหรือเพื่อการลงทุนดำเนินธุรกิจ  โดยจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ผู้ออม  และคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืม  กิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อคนเราประกอบอาชีพมีรายได้เกิดขึ้น  เขาย่อมมีอิสระที่จะนำรายได้นั้นไปใช้จ่ายเพื่อการบริโภคก็ได้  หรือจะเก็บออมไว้ในสถาบันการเงินต่างๆ  เพื่อให้ได้รับดอกเบี้ยงอกเงยก็ได้  และทางด้านการเงินของประเทศปกติ


5.1.2 สถาบันการเงิน สถาบันที่ทำหน้าที่ระดมเงินออม  

          ให้กู้ยืมแก่ผู้ที่ต้องการเงินไปเพื่อการบริโภคหรือเพื่อการลงทุนดำเนินธุรกิจ  โดยจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ผู้ออม  
และคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืม  กิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อคนเราประกอบอาชีพมีรายได้เกิดขึ้น  เขาย่อมมีอิสระที่จะนำราย
ได้นั้นไปใช้จ่ายเพื่อการบริโภคก็ได้  หรือจะเก็บออมไว้ในสถาบันการเงินต่างๆ  เพื่อให้ได้รับดอกเบี้ยงอกเงยก็ได้  และ
ทางด้านการเงินของประเทศปกติก็จะมีอยู่  2  กลุ่ม  คือ  กลุ่มหนึ่งมีรายได้แล้วต้องการจะเก็บออมไว้  ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง
ต้องการเงินทุนไปประกอบธุรกิจของตน  สถาบันการเงินจะเข้ามาเป็นตัวกลางให้บริการทางการเงินแก่คนทั้ง  2  กลุ่มนี้ 
 สถาบันการเงินจะระดมเงินออกจากประชาชนในรูปแบบต่างๆ กัน  แล้วให้ผู้ที่ต้องการกู้ยืมไปลงทุนในกิจการของตน

5.1.3 ตลาดการเงิน  

    ตลาดการเงิน (Financial Market) หมายถึง ตลาดที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้มีเงินออม
กับผู้ที่ต้องการเงิน เป็นการเปลี่ยนเงินออมไปเป็นการลงทุน ทั้งในระบบของการให้สินเชื่อและการพัฒนาหลักทรัพย์หลัก นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเงินตราด้วย บทบาทที่สำคัญของตลาดการเงิน           

            1. ทำให้ผู้มีเงินออมได้รับผลคอบแทน ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของดอกเบี้ยรับ 
เงินปันผลหรือผลตอบแทนในรูปแบบอื่นๆ     

            2. ทำให้ผู้ต้องการเงินหรือผู้ลงทุนสามารถมีเงินทุนสำหรับใช้ในโครงการค่างๆ 
ได้ ตลาดการเงินทำให้ผู้มีโครงการลงทุนแต่มีเงินไม่เพียงพอสามารถหาแหล่งเงินกู้ไปใช้ในการลงทุนได้เพียงพอ โดยมีค่าใช้จ่ายในอัตราที่เหมาะสม ซึ่งขึ้นอยู่กับความมีประสิทธิภาพของตลาดการเงิน ถ้ามีตลาดการเงินที่มีประสิทธิภาพ ผู้กู้ก็จะสามารถหาแหล่งเงินทุนได้ด้วยต้นทุนหรือดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำได้ การลงทุนโดยผ่านตลาดการเงินที่มีประสิทธิภาพทำให้การลงทุนที่แท้จริงเกิดขึ้นและขยายตัว ซึ่งมีผลให้กำลังการผลิตสินค้า และบริการของประเทศเพิ่มมากขึ้น           

            3.ทำให้เกิดความเจริญทางเศรษฐกิจ จากการที่มีตลาดการเงินเป็นแหล่งในการระดมทุน
จากเงินออมไปใช้ลงทุนในโครงการต่างๆ ดังกล่าวถูกพิจารณาอย่างรอบคอบ และมีความสำเร็จในการลงทุนอย่างดี จะมีผลทำให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัว เป็นการเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตแก่เศรษฐกิจของประเทศ           

          4. ทำให้มาตรฐานการครองชีพของประชาชนหรือผู้บริโภคสูงขึ้น การมีตลาดการเงิน
ทำให้ผู้มีเงินออมมีผลตอบแทน ผู้ต้องการลงทุนสามารถจัดหาเงินทุนได้ในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม การลงทุนขยายตัว มีการว่าจ้างงานมากขึ้น ระดับรายได้ของประชาชนทั่วไปดีขึ้น นอกจากนี้ ผู้บริโภค
ที่ต้องการกู้เงินเพื่อใช้จ่ายในการบริโภค เช่น การซื้อบ้าน รถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ก็สามารถหาเงิน
กู้เพื่อใช้จ่ายเหล่านี้ได้ มาตรฐานการครองชีพก็จะดีขึ้น ขณะเดียวกันผู้ลงทุนผลิตสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจก็จะขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น การลงทุนก็จะขยายตัวออกไปอีก 
เศรษฐกิจโดยส่วนรวมของประเทศก็จะขยายตัว    

 5.1.4ประเภทของตลาดการเงินตลาดเงิน (Money market) 


          คือตลาดที่มีการระดมเงินจากประชาชนและการให้สินเชื่อระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ทั้งแก่ภาค
รัฐและเอกชน ซึ่งรวมถึงนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา รวมทั้งการซื้อขายหลักทรัพย์ทางการเงินที่
มีอายุการไถ่ถอนระยะสั้น เช่น ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และตั๋วเงินคลัง เป็นต้นตลาดทุน (Capital Market) หมายถึง เป็นแหล่งระดมเงินทุนและให้สินเชื่อระยะยาวตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นหลักทรัพย์
ในตลาดทุน ได้แก่ เงินฝากประจำ กรมธรรม์ประกันชีวิต หุ้นกู้ หุ้นสามัญ และการซื้อขายพันธบัตรรัฐบาล(มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนน้อยสุด) โดยตลาดทุนจะจำแนกออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่-
ตลาดทุนแรก เป็นตลาดที่ทำการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่เป็นครั้งแรก เช่น หุ้นกู้ หุ้นสามัญ 
รวมทั้งการระดมทุนของบริษัทประกันชีวิต และบริษัทประกันภัยโดยการขายกรมธรรม์ให้บุคคล 
หรือสถาบัน เป็นต้น-ตลาดทุนรอง เป็นตลาดที่ใช้ซื้อขาย หรือขายหลักทรัพย์ที่เคยผ่านมือการ
ซื้อขายมาแล้วครั้งหนึ่ง เช่น การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ตลาดอนุพันธ์ ตราสาร
ทางการเงินประเภทหนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาหรือข้อตกลงที่จะซื้อหรือขายสินค้าในราคา 
ปริมาณ และเงื่อนไขอื่นที่ตกลงกันไว้ โดยจะทำการส่งมอบสินค้ากันในอนาคต ทั้งนี้ มูลค่าของ
อนุพันธ์ขึ้นอยู่กับมูลค่าของสินค้าที่ตกลงซื้อขาย หากมูลค่าของสินค้านั้นเปลี่ยนแปลงไป อนุพันธ์
ก็จะมีมูลค่าเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย




รายชื่อผู้จัดทำ 

นางสาวกรรณิภา เพิ่มทรัพย์ เลขที่ 1  (จันทร์-เช้า)
นางสาวเปรมกมล เกษรชื่น เลขที่12 (จันทร์-เช้า)


ความคิดเห็น

  1. นางสาวมะลิสา สิริรจน์ เลขที่16 จันทร์-เช้า
    1. ตราสารทุนหรือหุ้นทุน (Share) คือ ส่วนของทุนของกิจการที่ถูกแบ่งออกเป็นหุ้น ซึ่งแต่ละหุ้นจะให้อำนาจผู้ถือหุ้นในการเป็นเจ้าของของกิจการตามสัดส่วนของหุ้นที่ถือ ซึ่งหมายความรวมถึงการได้สิทธิในการได้รับส่วนแบ่งกำไรและสิทธิในการบริหาร ในที่นี้จะยกตัวอย่างหุ้นทุน 2 ประเภท คือ

    1.1 หุ้นสามัญ (Common Stock) คือ หลักทรัพย์ที่บริษัทออกจำหน่าย เพื่อให้สิทธิแก่ผู้ถือในการร่วมเป็นเจ้าของบริษัท ผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อร่วมตัดสินใจในการบริหาร การวางนโยบายการดำเนินการของบริษัท การเลือกตั้งกรรมการของบริษัท และเพื่อร่วมตัดสินใจในปัญหาสำคัญของบริษัท ผู้ถือหุ้นมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล เมื่อบริษัทมีกำไรและอนุมัติให้มีการจ่ายเงินปันผล หรือเมื่อราคาหุ้นในตลาดรองสูงขึ้นก็สามารถนำไปขาย เพื่อรับส่วนต่างจากราคาหุ้นที่ซื้อมา (Capital Gain) นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นจะได้รับสิทธิจองหุ้นใหม่ (Right) เมื่อบริษัทต้องการจะเพิ่มทุนด้วย

    1.2 หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นหุ้นที่มีลักษณะกึ่งหนี้สินและกึ่งหุ้นสามัญ (Hybrid) มีราคาหน้าตั๋ว (Par Value) และมีอัตราเงินปันผลกำหนดไว้ตายตัว ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับสิทธิพิเศษเหนือกว่าผู้ถือหุ้นสามัญ เช่น ได้รับเงินปันผลก่อนหรือมากกว่าผู้ถือหุ้นสามัญ และมีสิทธิในทรัพย์สินของบริษัทก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ (แต่หลังจากผู้เป็นเจ้าหนี้ของบริษัท) ในกรณีที่บริษัทจะต้องเลิกกิจการ อย่างไรก็ตาม ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิส่วนใหญ่มักจะไม่ได้รับสิทธิในการออกเสียง และการบริหารงานของบริษัท

    2. ตราสารอนุพันธุ์ (Derivatives) หมายถึง ตราสารทางการเงินประเภทที่มูลค่า หรือราคาของตราสารนั้นเกี่ยวเนื่องอยู่กับมูลค่าของสินทรัพย์ที่ตราสารนั้นอิงอยู่ เช่น ตราสารสิทธิที่จะซื้อหรือขายหุ้น (Stock Options) เป็นตราสารอนุพันธุ์ เพราะราคาของตราสาร ดังกล่าวจะเกี่ยวโยงกับราคา ของหุ้นที่จะใช้ตราสารสิทธินั้นไปซื้อหรือขายได้ สัญญาซื้อขายดัชนีราคาหุ้นล่วงหน้า (Stock Index Futures) เป็นตราสารอนุพันธ์ เพราะราคาของตราสารนี้สืบเนื่องมาจากดัชนีราคาหุ้นที่ตราสารอิงอยู่ การจัดให้มีการซื้อขายตราสารอนุพันธ์จะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้อง กับ ตลาดการเงินมีเครื่องมือไว้ปกป้อง และบริหารความเสี่ยงที่มีอยู่ และเป็นการเพิ่มช่องทางลงทุนซื้อขายที่หลากหลายยิ่งขึ้น

    3. หน่วยลงทุน (Unit trust) หมายถึง หลักทรัพย์ที่ออกขายโดยบริษัทจัดการลงทุน เพื่อระดมเงินเข้ากองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้น แล้วจัดสรรเงินในกองทุนนั้น ลงทุนในตลาดการเงินตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวน เช่น ลงทุนซื้อหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ ลงทุนในตราสารการเงิน ต่าง ๆ และฝากไว้กับสถาบันการเงิน เป็นต้น ผู้ถือหน่วยลงทุนมีฐานะร่วมเป็นเจ้าของกองทุนนั้น ๆ และมีสิทธิได้รับเงินปันผลตอบแทนจากผลกำไรที่เกิดขึ้น หากถือไว้จนถึงกำหนดไถ่ถอนก็จะได้รับส่วนแบ่งคืนจากเงินกองทุนตามสัดส่วนของหน่วยลงทุนที่ถืออยู่

    ตอบลบ
  2. ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้

    และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระ
    ดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสารอยู่ในฐานะลูกหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารต้องการนำเงินไปลงทุน ส่วนผู้ซื้อจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้
    น.ส.นภัสวรรณ พิศเพ็ง เลขที่22 กลุ่มเรียนจันทร์เช้า

    ตอบลบ
  3. ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้
    และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระ
    ดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสารอยู่ในฐานะลูกหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารต้องการนำเงินไปลงทุน ส่วนผู้ซื้อจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้
    นางสาวอรุณรุ่ง เมืองนา เลขที่21กลุ่มเรียนจันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  4. ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสารอยู่ในฐานะลูกหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารต้องการนำเงินไปลงทุน ส่วนผู้ซื้อจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้
    นางสาวสุพรรษา เวียงวัฒนชัย เลขที่ 13 กลุ่มวันจันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  5. เครื่องมือทางการเงิน


    1.ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้

    และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระ
    ดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสารอยู่ในฐานะลูกหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารต้องการนำเงินไปลงทุน ส่วนผู้ซื้อจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้
    นางสาวเพ็ญนิภา ต้นทอง เลขที่11 กลุ่มจันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  6. ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้
    และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระ
    ดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสารอยู่ในฐานะลูกหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารต้องการนำเงินไปลงทุน ส่วนผู้ซื้อจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้

    นางสาวกรรณิภา เพิ่มทรัพย์ เลขที่ 1 จันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  7. .ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้
    และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระ
    ดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสารอยู่ในฐานะลูกหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารต้องการนำเงินไปลงทุน ส่วนผู้ซื้อจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้
    นางสาวแววพลอย คงชนะ เลขที่4

    ตอบลบ
  8. เครื่องมือทางการเงิน
    1.ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้
    และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระ
    ดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสารอยู่ในฐานะลูกหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารต้องการนำเงินไปลงทุน ส่วนผู้ซื้อจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้
    1.1ประเภทตราสารหนี้การแบ่งประเภทตราสารหนี้อาจแบ่งได้หลายลักษณะ ดังนี้
    1.แบ่งตามอายุของตราสารหนี้ ได้แก่ ตราสารหนี้ที่มีอายุสั้น กลาง และยาว
    2. แบ่งตามลักษณะของการจ่ายดอกเบี้ย เช่น ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยใน
    อัตราคงที่ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยในอัตราลอยตัว ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยทบต้น
    หรือตราสารหนี้ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย เป็นต้น
    3. แบ่งตามลักษณะการออกใบตราสาร ได้แก่
    ชนิดมีใบตราสาร ชนิดไร้ใบตราสาร
    4. แบ่งตามประเภทของผู้ออกตราสารหนี้ ได้แก่
    ตราสารหนี้ภาคเอกชน หมายถึง ตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชน
    ซึ่งอยู่ในการควบคุมดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
    (กลต.) เช่น ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือหุ้นกู้ เป็นต้น
    ตราสารหนี้ภาครัฐ หมายถึง ตราสารหนี้ที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง
    หรือหน่วยงานภาครัฐ ออกจำหน่ายเพื่อระดมทุนในประเทศจากประชาชนและสถาบันการเงิน
    1.2 องค์ประกอบของตราสารหนี้ ตราสารหนี้โดยทั่วไปจะมีองค์ประกอบ
    ที่สำคัญ ซึ่งพอจะจำแนกได้ดังนี้ 1. มูลค่าที่ตราไว้ (Par value) 2.อัตราดอกเบี้ย (Coupon rate)
    3.งวดการจ่ายดอกเบี้ย (Coupon frequency) 4.วันหมดอายุ (Maturity Date)
    5.ชื่อผู้ออก (Issue name) 6.ประเภทของตราสารหนี้ เป็นการระบุประเภทของตราสารหนี้นั้น เช่น หุ้นกู้ไม่มีประกัน
    หุ้นกู้ด้อยสิทธิ/ไม่ด้อยสิทธิ หุ้นกู้แปลงสภาพ เป็นต้น 7. ข้อสัญญา (Covenants) เป็นเงื่อนไขและข้อตกลงที่ระบุให้ผู้ออกหุ้นกู้ต้อง
    สัญญาว่าจะทำหรือไม่ทำ สิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อประโยชน์ของผู้ให้กู้ โดยทั่วไปมักเกี่ยวกับการตกลง
    ในระดับทุนหมุนเวียน ตราสารหนี้จึงมาจาก 2 ส่วนที่สำคัญ คือ
    1.อัตราดอกเบี้ย/อัตราผลตอบแทนจากที่ผู้ออกต้องจ่ายให้แก่ผู้ถือตราสารหนี้
    2กำไร/ขาดทุนจากการขาย (Capital gain/loss) คือผลกำไรจากราคาของตรา
    สารหนี้เพิ่ที่มขึ้นจากตอนซื้อ หรือขาดทุนเมื่อราคาของตราสารหนี้ลดลงจากตอนซื้อ ซึ่งอาจเป็นสา
    เหตุมาจากการอัตราดอกเบี้ยในตลาดขยับขึ้นหรือลง
    ผลตอบแทนความเสี่ยงของตราสารหนี้ การเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนในตราสารหนี้อายุตราสารหนี้ และความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน(Interest Rate Risk)
    .ตราสารทุน หมายถึง ตราสารที่กิจการออกขายให้แก่ผู้ลงทุนเพื่อระดมเงินทุนไปใช้
    ในกิจการ ตราสารทุนแบ่งออกได้หลายประเภท เช่น หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ ใบสำคัญแสดงสิทธิ
    ที่จะซื้อหุ้น
    เครื่องมือในการลงทุน (investment vehicle) สำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ที่ประสงค์จะนำเงินมา
    ลงทุนในตลาดเงินตลาดทุนแต่ติดขัดด้วยอุปสรรคหลายประการ ที่ทำให้การลงทุนด้วยตนเองไม่สามารถได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่ต้องการ )
    ปริมาณ นางสาวมยุรี ศรีชัย เลขที่32 กลุ่มเรียนจันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  9. ไม่ระบุชื่อ17 ตุลาคม 2561 เวลา 06:27

    เครื่องมือทางการเงินและการตลาด

    1) เครื่องมือทางการเงิน
    1.ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้
    และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระ
    ดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสารอยู่ในฐานะลูกหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารต้องการนำเงินไปลงทุน ส่วนผู้ซื้อจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้
    2.ตราสารทุน หมายถึง ตราสารที่กิจการออกขายให้แก่ผู้ลงทุนเพื่อระดมเงินทุนไปใช้
    ในกิจการ ตราสารทุนแบ่งออกได้หลายประเภท เช่น หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ ใบสำคัญแสดงสิทธิ
    ที่จะซื้อหุ้น ทั้งนี้ บุคคลธรรมดาที่ลงทุนในหุ้นที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หากได้รับผลตอบแทน
    เป็นเงินปันผลจะต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10
    3.ตราสารอนุพันธ์ (อังกฤษ: derivative บางตำราอาจเรียกว่า สัญญาอนุพันธ์)
    เป็นตราสารทางการเงินประเภทหนึ่ง ที่มูลค่าของตราสารจะขึ้นอยู่กับกระแสเงินของสินทรัพย์อ้างอิง
    ไม่ได้มีค่าจากกระแสเงินของตัวตราสารเองโดยตรง ตัวอย่างของตราสารอนุพันธ์ ได้แก่ สัญญาซื้อ
    ขายล่วงหน้าแบบมาตรฐาน (futures), สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มาตรฐาน (forward),
    ตราสารแลกเปลี่ยน (swap), ตราสารสิทธิ (option) เป็นต้น
    2) สถาบันการเงิน สถาบันที่ทำหน้าที่ระดมเงินออม
    ให้กู้ยืมแก่ผู้ที่ต้องการเงินไปเพื่อการบริโภคหรือเพื่อการลงทุนดำเนินธุรกิจ โดยจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ผู้ออม
    และคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืม กิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อคนเราประกอบอาชีพมีรายได้เกิดขึ้น เขาย่อมมีอิสระที่จะนำราย
    ได้นั้นไปใช้จ่ายเพื่อการบริโภคก็ได้ หรือจะเก็บออมไว้ในสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อให้ได้รับดอกเบี้ยงอกเงยก็ได้
    3) ตลาดการเงิน
    ตลาดการเงิน (Financial Market) หมายถึง ตลาดที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้มีเงินออม
    กับผู้ที่ต้องการเงิน เป็นการเปลี่ยนเงินออมไปเป็นการลงทุน ทั้งในระบบของการให้สินเชื่อและการพัฒนาหลักทรัพย์หลัก นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเงินตราด้วย บทบาทที่สำคัญของตลาดการเงิน
    4) ประเภทของตลาดการเงินตลาดเงิน (Money market)
    คือตลาดที่มีการระดมเงินจากประชาชนและการให้สินเชื่อระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ทั้งแก่ภาค
    รัฐและเอกชน ซึ่งรวมถึงนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา รวมทั้งการซื้อขายหลักทรัพย์ทางการเงินที่
    มีอายุการไถ่ถอนระยะสั้น เช่น ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และตั๋วเงินคลัง เป็นต้นตลาดทุน (Capital Market) หมายถึง เป็นแหล่งระดมเงินทุนและให้สินเชื่อระยะยาวตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นหลักทรัพย์
    ในตลาดทุน
    นางสาวปิยะเนตร เอ็นยอด เลขที่ 29 กลุ่มเรียนจันทร์เช้า

    ตอบลบ
  10. 5.1 เครื่องมือทางการเงินและการตลาด

    5.1.1.เครื่องมือทางการเงิน



    1.ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้

    และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระ
    ดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสารอยู่ในฐานะลูกหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารต้องการนำเงินไปลงทุน ส่วนผู้ซื้อจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้
    2.ตราสารทุน หมายถึง ตราสารที่กิจการออกขายให้แก่ผู้ลงทุนเพื่อระดมเงินทุนไปใช้
    ในกิจการ ตราสารทุนแบ่งออกได้หลายประเภท เช่น หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ ใบสำคัญแสดงสิทธิ
    ที่จะซื้อหุ้น ทั้งนี้ บุคคลธรรมดาที่ลงทุนในหุ้นที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หากได้รับผลตอบแทน
    3.ทำให้เกิดความเจริญทางเศรษฐกิจ จากการที่มีตลาดการเงินเป็นแหล่งในการระดมทุน
    จากเงินออมไปใช้ลงทุนในโครงการต่างๆ ดังกล่าวถูกพิจารณาอย่างรอบคอบ และมีความสำเร็จในการลงทุนอย่างดี จะมีผลทำให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัว เป็นการเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตแก่เศรษฐกิจของประเทศ
    4. ทำให้มาตรฐานการครองชีพของประชาชนหรือผู้บริโภคสูงขึ้น การมีตลาดการเงิน
    ทำให้ผู้มีเงินออมมีผลตอบแทน ผู้ต้องการลงทุนสามารถจัดหาเงินทุนได้ในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม การลงทุนขยายตัว มีการว่าจ้างงานมากขึ้น ระดับรายได้ของประชาชนทั่วไปดีขึ้น นอกจากนี้ ผู้บริโภค
    ที่ต้องการกู้เงินเพื่อใช้จ่ายในการบริโภค เช่น การซื้อบ้าน รถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น
    นางสาวกัญญารัตน์ ศรีคุณ เลขที่1 กลุ่มเรียนวันจันทร์-เช้า

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. 5.1
      ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้
      และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระ
      ดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสารอยู่ในฐานะลูกหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารต้องการนำเงินไปลงทุน ส่วนผู้ซื้อจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ (น.ส.วรวรรณ จันทรารักษ์ เลขที่3 )

      ลบ
  11. 5.1
    ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้
    และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระ
    ดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสารอยู่ในฐานะลูกหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารต้องการนำเงินไปลงทุน ส่วนผู้ซื้อจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ (นางสาวจุฑาภรณ์ หาญอาษา เลขที่2 จันทร์-เช้า)

    ตอบลบ
  12. ตราสารหน ี้คือ ตราสารเงินในรูปแบบของสัญญาทางการเงินอัตราดอกเบี้ย คือ เบี้ยที่ผู้ออกมีภาระที่ต้องไปจ่ายให้ผู้ถือตราสารหนี้นั้นๆ ตามวัน เดือน ปี ที่กำหนดตลอดอายุของตราสารหนี้วัน
    ซื้อผู้ออก การกำหนดวันของตราสารหนี้ชื่อผู้ออกระบุว่าใครคือผู้ออกตราสารหนี้
    ประเภทเช่นหุ้นกู้ไม่มีประกัน หุ้นกู้ด้อย สิทธิหุ้นกู้แปลง
    ซื้อสัญญาเป็นเงื่อนไขที่ตกลงกันเอาไว้
    นางสาวอมรรัตน์ เรืองสุขสุด เลขที่20 กลุ่มเรียนจันทร์เช้า

    ตอบลบ
  13. ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้

    และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระ
    ดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสารอยู่ในฐานะลูกหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารต้องการนำเงินไปลงทุน ส่วนผู้ซื้อจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ เป็นต้น
    (นางสาวพรสวรรค์ หาสุข เลขที่36 กลุ่มวันจันทร์ เช้า)

    ตอบลบ
  14. ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้

    และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระ
    ดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสารอยู่ในฐานะลูกหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารต้องการนำเงินไปลงทุน ส่วนผู้ซื้อจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ เป็นต้น
    (นางสาวพรสวรรค์ หาสุข เลขที่36 กลุ่มวันจันทร์ เช้า)

    ตอบลบ
  15. ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้
    และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระ
    ดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสารอยู่ในฐานะลูกหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารต้องการนำเงินไปลงทุน ส่วนผู้ซื้อจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้
    ตลาดการเงิน (Financial Market) หมายถึง ตลาดที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้มีเงินออม
    กับผู้ที่ต้องการเงิน เป็นการเปลี่ยนเงินออมไปเป็นการลงทุน ทั้งในระบบของการให้สินเชื่อและการพัฒนาหลักทรัพย์หลัก นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเงินตราด้วย บทบาทที่สำคัญของตลาดการเงิน
    อัจฉราภรณ์ จองอยู่ เลขที่19 กลุ่มเรียนจันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  16. เครื่องมือทางการเงิน ได้แก่ ตราสารหนี้และตราสารทุน
    1.ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้ และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสารอยู่ในฐานะลูกหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารต้องการนำเงินไปลงทุน ส่วนผู้ซื้อจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้
    2.ตราสารทุน หมายถึง ตราสารที่กิจการออกขายให้แก่ผู้ลงทุนเพื่อระดมเงินทุนไปใช้ในกิจการ ตราสารทุนแบ่งออกได้หลายประเภท เช่น หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น
    ตลาดการเงิน (Financial Market) หมายถึง ตลาดที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้มีเงินออม
    กับผู้ที่ต้องการเงิน เป็นการเปลี่ยนเงินออมไปเป็นการลงทุน ทั้งในระบบของการให้สินเชื่อและการพัฒนาหลักทรัพย์หลัก นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเงินตราด้วย
    นางสาวสุพิชฌาย์ บุญเลิศ เลขที่ 41 กลุ่มเรียนวันจันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  17. 1.ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้

    และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระ
    ดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสารอยู่ในฐานะลูกหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารต้องการนำเงินไปลงทุน ส่วนผู้ซื้อจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้
    1.1ประเภทตราสารหนี้การแบ่งประเภทตราสารหนี้อาจแบ่งได้หลายลักษณะ ดังนี้
    1.แบ่งตามอายุของตราสารหนี้ ได้แก่ ตราสารหนี้ที่มีอายุ​สั้น กลาง และยาว
    2.แบ่งตามลักษณะของการจ่ายดอกเบี้ย เช่น ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยใน
    อัตราคงที่ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยในอัตราลอยตัว ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยทบต้น
    หรือตราสารหนี้ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย เป็นต้น
    3.แบ่งตามลักษณะการออกใบตราสาร
    4. แบ่งตามประเภทของผู้ออกตราสารหนี้
    ( น.ส สุกัญญา สุดฉลาด กลุ่มเรียนวันจันทร์-เช้า เลขที่ 6 )

    ตอบลบ
  18.  5.1) เครื่องมือทางการเงินและการตลาด
    เครื่องมือทางการเงิน


    1.ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้
     และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระ
         
          ประเภทตราสารหนี้การแบ่งประเภทตราสารหนี้อาจแบ่งได้หลายลักษณะ ดังนี้ 
    1.แบ่งตามอายุของตราสารหนี้
    2.แบ่งตามลักษณะของการจ่ายดอกเบี้ย
    3. แบ่งตามลักษณะการออกใบตราสาร
    4. แบ่งตามประเภทของผู้ออกตราสารหนี

    องค์ประกอบของตราสารหนี้ ตราสารหนี้โดยทั่วไปจะมีองค์ประกอบ
    ที่สำคัญ ซึ่งพอจะจำแนกได้ดังนี้
    1. มูลค่าที่ตราไว้
    2.อัตราดอกเบี้ย
    3.งวดการจ่ายดอกเบี้ย
    4.วันหมดอายุ
    5.ชื่อผู้ออก
    6.ประเภทของตราสารหนี้
     7. ข้อสัญญา

    ผลตอบแทนความเสี่ยงของตราสารหนี้ การเพิ่มผลตอบแทนการ
    ลงทุนในตราสารหนี้อายุตราสารหนี้ และความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

    ตลาดการเงิน  
        ตลาดการเงิน (Financial Market) หมายถึง ตลาดที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้มีเงินออม
    กับผู้ที่ต้องการเงิน เป็นการเปลี่ยนเงินออมไปเป็นการลงทุน ทั้งในระบบของการให้สินเชื่อและการพัฒนาหลักทรัพย์หลัก นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเงินตราด้วย บทบาทที่สำคัญของตลาดการเงิน           

    ประเภทของตลาดการเงินตลาดเงิน (Money market) 

              คือตลาดที่มีการระดมเงินจากประชาชนและการให้สินเชื่อระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ทั้งแก่ภาค
    รัฐและเอกชน ซึ่งรวมถึงนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา รวมทั้งการซื้อขายหลักทรัพย์ทางการเงินที่มีอายุการไถ่ถอนระยะสั้น

    ชื่อ นิรมล พรรณา ( จันทร์-เช้า) เลขที่ 18

    ตอบลบ
  19. ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้
    ตลาดการเงิน (Financial Market) หมายถึง ตลาดที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้มีเงินออม
    กับผู้ที่ต้องการเงิน เป็นการเปลี่ยนเงินออมไปเป็นการลงทุน ทั้งในระบบของการให้สินเชื่อและการพัฒนาหลักทรัพย์หลัก นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเงินตราด้วย บทบาทที่สำคัญของตลาดการเงิน
    โดยตลาดทุนจะจำแนกออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่-
    ตลาดทุนแรก เป็นตลาดที่ทำการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่เป็นครั้งแรก เช่น หุ้นกู้ หุ้นสามัญ
    ตลาดทุนรอง เป็นตลาดที่ใช้ซื้อขาย หรือขายหลักทรัพย์ที่เคยผ่านมือการ
    ซื้อขายมาแล้วครั้งหนึ่ง เช่น การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ตลาดอนุพันธ์
    นางสาว สุนทรี ล้อมนาค เลขที่35
    กลุ่มเรียน จันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  20. ไม่ระบุชื่อ17 ตุลาคม 2561 เวลา 08:58

    5.1 เครื่องมือทางการเงินและการตลาด
    5.1.1.เครื่องมือทางการเงิน


    1.ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้
    1.1ประเภทตราสารหนี้การแบ่งประเภทตราสารหนี้อาจแบ่งได้หลายลักษณะ ดังนี้
    1.แบ่งตามอายุของตราสารหนี้ ได้แก่ ตราสารหนี้ที่มีอายุ​สั้น กลาง และยาว​

    2. แบ่งตามลักษณะของการจ่ายดอกเบี้ย เช่น ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยใน
    อัตราคงที่ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยในอัตราลอยตัว ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยทบต้น
    หรือตราสารหนี้ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย เป็นต้น

    3. แบ่งตามลักษณะการออกใบตราสาร ได้แก่

    3.1 ชนิดมีใบตราสาร (Scrip) เป็นตราสารหนี้ที่มีการออกใบตราสารซึ่ง
    ระบุชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้ให้ครอบครอง​

    3.2 ชนิดไร้ใบตราสาร (Scripless) เป็นตราสารหนี้ที่บันทึกกรรมสิทธิ์
    ไว้ในบัญชีของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์โดยไม่มีการออกใบตราสาร

    4. แบ่งตามประเภทของผู้ออกตราสารหนี้ ได้แก่

    4.1 ตราสารหนี้ภาคเอกชน หมายถึง ตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชน
    ซึ่งอยู่ในการควบคุมดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
    (กลต.) เช่น ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือหุ้นกู้ เป็นต้น

    4.2 ตราสารหนี้ภาครัฐ หมายถึง ตราสารหนี้ที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง
    หรือหน่วยงานภาครัฐ ออกจำหน่ายเพื่อระดมทุนในประเทศจากประชาชนและสถาบันการเงิน
    ชื่อ นายกมลภพ พริ้งเพราะ เลขที่40 กลุ่มเรียน (จันทร์เช้า)

    ตอบลบ

  21. 5.1 เครื่องมือทางการเงินและการตลาด

    5.1 เครื่องมือทางการเงินและการตลาด
    5.1.1.เครื่องมือทางการเงิน1.ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้ และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสารอยู่ในฐานะลูกหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารต้องการนำเงินไปลงทุน ส่วนผู้ซื้อจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ 1.1ประเภทตราสารหนี้การแบ่งประเภทตราสารหนี้อาจแบ่งได้หลายลักษณะ ดังนี้1. แบ่งตามอายุของตราสารหนี้ ได้แก่ ตราสารหนี้ที่มีอายุ​สั้น กลาง และยาว​2. แบ่งตามลักษณะของการจ่ายดอกเบี้ย เช่น ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยในอัตราคงที่ ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยในอัตราลอยตัว ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยทบต้น หรือตราสารหนี้ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย เป็นต้น3. แบ่งตามลักษณะการออกใบตราสาร ได้แก่ 3.1 ชนิดมีใบตราสาร (Scrip) เป็นตราสารหนี้ที่มีการออกใบตราสารซึ่งระบุชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้ให้ครอบครอง​ 3.2 ชนิดไร้ใบตราสาร (Scripless) เป็นตราสารหนี้ที่บันทึกกรรมสิทธิ์ไว้ในบัญชีของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์โดยไม่มีการออกใบตราสาร
    4. แบ่งตามประเภทของผู้ออกตราสารหนี้ ได้แก่ 4.1 ตราสารหนี้ภาคเอกชน หมายถึง ตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชน ซึ่งอยู่ในการควบคุมดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) เช่น ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือหุ้นกู้ เป็นต้น 4.2 ตราสารหนี้ภาครัฐ หมายถึง ตราสารหนี้ที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง หรือหน่วยงานภาครัฐ ออกจำหน่ายเพื่อระดมทุนในประเทศจากประชาชนและสถาบันการเงิน1.2 องค์ประกอบของตราสารหนี้
    5.1.2 สถาบันการเงิน สถาบันที่ทำหน้าที่ระดมเงินออม ให้กู้ยืมแก่ผู้ที่ต้องการเงินไปเพื่อการบริโภคหรือเพื่อการลงทุนดำเนินธุรกิจ โดยจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ผู้ออม และคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืม กิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อคนเราประกอบอาชีพมีรายได้เกิดขึ้น เขาย่อมมีอิสระที่จะนำรายได้นั้นไปใช้จ่ายเพื่อการบริโภคก็ได้ หรือจะเก็บออมไว้ในสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อให้ได้รับดอกเบี้ยงอกเงยก็ได้ และทางด้านการเงินของประเทศปกติก็จะมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มหนึ่งมีรายได้แล้วต้องการจะเก็บออมไว้ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งต้องการเงินทุนไปประกอบธุรกิจของตน สถาบันการเงินจะเข้ามาเป็นตัวกลางให้บริการทางการเงินแก่คนทั้ง 2 กลุ่มนี้ สถาบันการเงินจะระดมเงินออกจากประชาชนในรูปแบบต่างๆ กัน แล้วให้ผู้ที่ต้องการกู้ยืมไปลงทุนในกิจการของตน
    5.1.3 ตลาดการเงิน ตลาดการเงิน (Financial Market) หมายถึง ตลาดที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้มีเงินออมกับผู้ที่ต้องการเงิน เป็นการเปลี่ยนเงินออมไปเป็นการลงทุน ทั้งในระบบของการให้สินเชื่อและการพัฒนาหลักทรัพย์หลัก นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเงินตราด้วย
    5.1.4ประเภทของตลาดการเงินตลาดเงิน (Money market) คือตลาดที่มีการระดมเงินจากประชาชนและการให้สินเชื่อระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ทั้งแก่ภาครัฐและเอกชน ซึ่งรวมถึงนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา รวมทั้งการซื้อขายหลักทรัพย์ทางการเงินที่มีอายุการไถ่ถอนระยะสั้น เช่น ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และตั๋วเงินคลัง เป็นต้นตลาดทุน (Capital Market)หมายถึง เป็นแหล่งระดมเงินทุนและให้สินเชื่อระยะยาวตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ในตลาดทุน
    5.1.5 ระบบการเงิน หมายถึง ระบบที่เอื้ออำนวยความสะดวกให้ผู้ออมและผู้ลงทุนมาพบกันโดยมีตลาดการเงินเป็นตัวกลางซึ่งมีสถาบันสำคัญคือ นายหน้า ผู้ค้า ผู้ประกันการขาย ศูนย์กลางที่ให้บริการทางด้านการขาย ตลอดจนกรอบกฎหมาย ตลาดการเงินจึงมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจ


    ชื่อ นายคณิต ไชยบุตร (จันทร์-เช้า)เลขที่ 38 (กลุ่ม 5.3)





    ตอบลบ
  22. 5.1.1.เครื่องมือทางการเงิน


    1.ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้
    และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระ
    ดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสารอยู่ในฐานะลูกหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารต้องการนำเงินไปลงทุน ส่วนผู้ซื้อจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้

    นางสาวชนิตา หวังสุข เลขที่ 14 กลุ่มเรียนจันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  23. ตลาดการเงิน หมายถึง ตลาดที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้มีเงินออมกับผู้ที่ต้องการเงิน เป็นการเปลี่ยนเงินออมไปเป็นการลงทุน ทั้งในระบบของการให้สินเชื่อและการพัฒนาหลักทรัพย์หลัก นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเงินตราด้วย
    บทบาทที่สำคัญของตลาดการเงิน
    1. ทำให้ผู้มีเงินออมได้รับผลคอบแทน
    2. ทำให้ผู้ต้องการเงินหรือผู้ลงทุนสามารถมีเงินทุนสำหรับใช้ในโครงการต่างๆได้
    3. ทำให้เกิดความเจริญทางเศรษฐกิจ
    4. ทำให้มาตรฐานการครองชีพของประชาชนหรือผู้บริโภคสูงขึ้น
    ประเภทของตลาดการเงินตลาดเงิน
    คือตลาดที่มีการระดมเงินจากประชาชนและการให้สินเชื่อระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ทั้งแก่ภาครัฐและเอกชน ซึ่งรวมถึงนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา รวมทั้งการซื้อขายหลักทรัพย์ทางการเงินที่มีอายุการไถ่ถอนระยะสั้น
    (นางสาวจริดา บุญภา เลขที่10 กลุ่มเรียนวันจันทร์-เช้า)

    ตอบลบ
  24. ( เครื่องมือทางการเงินและการตลาด)
    1.เครื่องมือทางการเงิน1.ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้ และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์
    1.1 ประเภทตราสารหนี้การแบ่งประเภทตราสารหนี้อาจแบ่งได้หลายลักษณะ ดังนี้1. แบ่งตามอายุของตราสารหนี้ ได้แก่ ตราสารหนี้ที่มีอายุ​สั้น กลาง และยาว​
    2. แบ่งตามลักษณะของการจ่ายดอกเบี้ย เช่น ตราสารหนี้ที่จ่าย
    ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยทบต้น หรือตราสารหนี้ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย เป็นต้น3. แบ่งตามลักษณะการออกใบตราสาร ได้แก่
    3.1 ชนิดมีใบตราสาร (Scrip) เป็นตราสารหนี้ที่มีการออกใบตราสารซึ่งระบุชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้ให้ครอบครอง​ 3.2 ชนิดไร้ใบตราสาร (Scripless) เป็นตราสารหนี้ที่บันทึกกรรมสิทธิ์ไว้ในบัญชีของศูนย์รับฝากหลัก

    (แบ่งตามประเภทของผู้ออกตราสารหนี้ )
    4.1 ตราสารหนี้ภาคเอกชน หมายถึง ตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชน ซึ่งอยู่ในการควบคุมดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) เช่น ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือหุ้นกู้
    4.2 ตราสารหนี้ภาครัฐ หมายถึง ตราสารหนี้ที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง หรือหน่วยงานภาครัฐ ออกจำหน่ายเพื่อ
    ตน

    ( ตลาดการเงิน ตลาดการเงิน) (Financial Market) หมายถึง ตลาดที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้มีเงินออมกับผู้ที่ต้องการเงิน เป็นการเปลี่ยนเงินออมไปเป็นการลงทุน ทั้งในระบบของการให้สินเชื่อและการพัฒนาหลักทรัพย์หลัก นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเงินตราด้วย

    นางสาวชุติมา อินทร์ชื่น เลขที่ 31 (จันทร์-เช้า)

    ตอบลบ
  25. เครื่องมือทางการเงิน (Financial Instruments) หมายถึง หนังสือสำคัญซึ่งเป็นเอกสารแสดงสิทธิต่าง ๆ เช่น สิทธิในการเป็นเจ้าของ สิทธิในการเป็นเจ้าหนี้ สิทธิที่จะซื้อหรือขายหลักทรัพย์ ฯลฯ ทั้งนี้ จะยกตัวอย่างตราสารทางการเงินชนิดต่าง ๆ ตามตาราง แสดงตัวอย่างของเครื่องมือทางการเงินชนิดต่าง ๆ ดังนี้
    1.ตราสารหนี้ เช่น
    พันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วสัญญาใช้เงิน
    2.ตราสารหุ้น เช่น
    หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ
    3.ตราสารอนุพันธ์ เช่น ใบสำคัญ
    แสดงสิทธิการซื้อหุ้น (Warrant)
    4.หน่วยลงทุน
    นางสาวณัฏฐนิชา วรรณบุตร เลขที่27 จันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  26. ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้
    และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระ
    ดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ออกตราสารอยู่ในฐานะลูกหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารต้องการนำเงินไปลงทุน ส่วนผู้ซื้อจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้
    1.1ประเภทตราสารหนี้การแบ่งประเภทตราสารหนี้อาจแบ่งได้หลายลักษณะ ดังนี้
    1.แบ่งตามอายุของตราสารหนี้ ได้แก่ ตราสารหนี้ที่มีอายุสั้น กลาง และยาว
    2. แบ่งตามลักษณะของการจ่ายดอกเบี้ย เช่น ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยใน
    อัตราคงที่ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยในอัตราลอยตัว ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยทบต้น
    หรือตราสารหนี้ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย เป็นต้น
    3. แบ่งตามลักษณะการออกใบตราสาร ได้แก่
    ชนิดมีใบตราสาร ชนิดไร้ใบตราสาร
    4. แบ่งตามประเภทของผู้ออกตราสารหนี้ ได้แก่
    ตราสารหนี้ภาคเอกชน หมายถึง ตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชน
    ซึ่งอยู่ในการควบคุมดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
    (กลต.) เช่น ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือหุ้นกู้ เป็นต้น
    ตราสารหนี้ภาครัฐ หมายถึง ตราสารหนี้ที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง
    หรือหน่วยงานภาครัฐ ออกจำหน่ายเพื่อระดมทุนในประเทศจากประชาชนและสถาบันการเงิน
    1.2 องค์ประกอบของตราสารหนี้ ตราสารหนี้โดยทั่วไปจะมีองค์ประกอบ
    ที่สำคัญ ซึ่งพอจะจำแนกได้ดังนี้ 1. มูลค่าที่ตราไว้ (Par value) 2.อัตราดอกเบี้ย (Coupon rate)
    3.งวดการจ่ายดอกเบี้ย (Coupon frequency) 4.วันหมดอายุ (Maturity Date)
    5.ชื่อผู้ออก (Issue name) 6.ประเภทของตราสารหนี้ เป็นการระบุประเภทของตราสารหนี้นั้น เช่น หุ้นกู้ไม่มีประกัน
    หุ้นกู้ด้อยสิทธิ/ไม่ด้อยสิทธิ หุ้นกู้แปลงสภาพ เป็นต้น 7. ข้อสัญญา (Covenants) เป็นเงื่อนไขและข้อตกลงที่ระบุให้ผู้ออกหุ้นกู้ต้อง
    สัญญาว่าจะทำหรือไม่ทำ สิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อประโยชน์ของผู้ให้กู้ โดยทั่วไปมักเกี่ยวกับการตกลง
    ในระดับทุนหมุนเวียน ตราสารหนี้จึงมาจาก 2 ส่วนที่สำคัญ คือ
    1.อัตราดอกเบี้ย/อัตราผลตอบแทนจากที่ผู้ออกต้องจ่ายให้แก่ผู้ถือตราสารหนี้
    2กำไร/ขาดทุนจากการขาย (Capital gain/loss) คือผลกำไรจากราคาของตรา
    สารหนี้เพิ่ที่มขึ้นจากตอนซื้อ หรือขาดทุนเมื่อราคาของตราสารหนี้ลดลงจากตอนซื้อ ซึ่งอาจเป็นสา
    เหตุมาจากการอัตราดอกเบี้ยในตลาดขยับขึ้นหรือลง
    ผลตอบแทนความเสี่ยงของตราสารหนี้ การเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนในตราสารหนี้อายุตราสารหนี้ และความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน(Interest Rate Risk)
    น.ส ศิริญา สุทธิรัตน์ เลขที่ 37 (จันทร์ เช้า)

    ตอบลบ
  27. ไม่ระบุชื่อ17 ตุลาคม 2561 เวลา 22:12

    เครื่องมือทางการเงินและตลาดการเงิน
    1 .เครื่องมือทางการเงินเครื่องมือทางการเงิน (Financial Instruments) หมายถึงหนังสือสำคัญซึ่งเป็นเอกสารแสดงสิทธิต่าง ๆ เช่นสิทธิในการเป็นเจ้าของสิทธิในการเป็นเจ้าหนี้สิทธิที่จะซื้อหรือขายหลักทรัพย์ กล่าวอีกนัยหนึ่งเครื่องมือทางการเงินก็คือตราสารทางการเงินซึ่งได้แก่ตราสารหนี้ตราสารทุนตราสารอนุพันธ์และกองทุนรวม
    2 สถาบันการเงินสถาบันการเงิน (Financial Institutions) ในประเทศไทยประกอบด้วยสถาบันการเงินประเภทธนาคารสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารและสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาทางการเงิน
    3 ตลาดการเงินตลาดการเงิน Financial Market) หมายถึง Financial Market) หมายถึงตลาดที่อำนวยความสะดวกในการโอนหรือเปลี่ยนมือสินทรัพย์ทางการเงินจากบคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งโดยสินทรัพย์ทางการเงินนอาจจะออกโดยหน่วยธุรกิจสถาบันการเงินและรัฐบาล (จรินทร์เทศวานิช, 2542: 82) หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนใช้สินทรัพย์ทางการเงินเป็นเครื่องมือทางการเงินสินทรัพย์ทางการเงิน Financial Assets) จำแนกได้ 2 ส่วนคือสินทรัพย์ทางการเงินที่ออกโดยภาคเอกชนเช่นตัวแลกเงินตัวสัญญาใช้เงินเช็คหุ้นกู้หุ้นบุริมสิทธิหุ้นสามัญตราสารที่สถาบันการเงินรับรองใบรับฝากเงินเป็นต้นและสินทรัพย์ทางการเงินที่ออกโดยภาครัฐบาลเช่นเงินตราตั๋วเงินคลังและพันธบัตรเป็นต้นโดยทั่วไปตลาดการเงินจำแนกได้ 2 ลักษณะคือตลาดการเงินในประเทศ Domestic Financial Market) และตลาดการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Market) ตลาดการเงินทั้งสองลักษณะดังกล่าวแบ่งเป็น 2 ประเภทคือตลาดการเงินในระบบและตลาดการเงินนอกระบบ
    4 ประเภทของตลาดการเงินตลาดการเงินจำแนกตามลักษณะของการระดมเงินทุนเป็น 3 ประเภทคือ1ตลาดเงิน 2ตลาดทุนและ 3ตลาดอนุพันธ์
    5.ระบบการเงินระบบการเงิน (Financial System) คือกลไกในการทำให้อุปสงค์ของเงินกับอุปทานของเงินดังนั้นหน้าที่หลักของระบบเป็นตัวกลางส่งผ่านเงินทุนจากผู้ที่ต้องการลงทุนไปยังองค์กรธุรกิจที่ต้องการเงินทุนองค์ประกอบของระบบการเงินมี 2 ส่วนคือสถาบันการเงินและตลาดการเงินระบบการเงินจำแนกเป็น 2 ระบบคือระบบการเงินทางตรงและระบบการเงินทางอ้อม
    (นางสาววิจิตรา สมเกศ เลขที่33 กลุ่มเรียนจันทร์-เช้า)

    ตอบลบ
  28. ตลาดการเงิน หมายถึง ตลาดที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้มีเงินออมกับผู้ที่ต้องการเงิน เป็นการเปลี่ยนเงินออมไปเป็นการลงทุน ทั้งในระบบของการให้สินเชื่อและการพัฒนาหลักทรัพย์หลัก นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเงินตราด้วย
    บทบาทที่สำคัญของตลาดการเงิน
    1. ทำให้ผู้มีเงินออมได้รับผลคอบแทน
    2. ทำให้ผู้ต้องการเงินหรือผู้ลงทุนสามารถมีเงินทุนสำหรับใช้ในโครงการต่างๆได้
    3. ทำให้เกิดความเจริญทางเศรษฐกิจ
    4. ทำให้มาตรฐานการครองชีพของประชาชนหรือผู้บริโภคสูงขึ้น
    ประเภทของตลาดการเงินตลาดเงิน
    คือตลาดที่มีการระดมเงินจากประชาชนและการให้สินเชื่อระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี

    น.ส.สุวรรณี พรมทอง
    เลขที่ 9 กลุ่มเรียน จันทร์-เช้า

    ตอบลบ
  29. 1.ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงิน ในรูปของ สัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้
    และผู้ถือตราสารหนี้ มีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่แน่นอน มีการระบุวันชำระ

    ประเภทตราสารหนี้การแบ่งประเภทตราสารหนี้อาจแบ่งได้หลายลักษณะ ดังนี้
    1.แบ่งตามอายุของตราสารหนี้
    2.แบ่งตามลักษณะของการจ่ายดอกเบี้ย
    3. แบ่งตามลักษณะการออกใบตราสาร
    4. แบ่งตามประเภทของผู้ออกตราสารหนี

    องค์ประกอบของตราสารหนี้ ตราสารหนี้โดยทั่วไปจะมีองค์ประกอบ
    ที่สำคัญ ซึ่งพอจะจำแนกได้ดังนี้
    1. มูลค่าที่ตราไว้
    2.อัตราดอกเบี้ย
    3.งวดการจ่ายดอกเบี้ย
    4.วันหมดอายุ
    5.ชื่อผู้ออก
    6.ประเภทของตราสารหนี้
    7. ข้อสัญญา

    ผลตอบแทนความเสี่ยงของตราสารหนี้ การเพิ่มผลตอบแทนการ
    ลงทุนในตราสารหนี้อายุตราสารหนี้ และความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

    ตลาดการเงิน
    ตลาดการเงิน (Financial Market) หมายถึง ตลาดที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้มีเงินออม
    กับผู้ที่ต้องการเงิน เป็นการเปลี่ยนเงินออมไปเป็นการลงทุน ทั้งในระบบของการให้สินเชื่อและการพัฒนาหลักทรัพย์หลัก นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเงินตราด้วย บทบาทที่สำคัญของตลาดการเงิน

    ประเภทของตลาดการเงินตลาดเงิน (Money market)

    คือตลาดที่มีการระดมเงินจากประชาชนและการให้สินเชื่อระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ทั้งแก่ภาค
    รัฐและเอกชน ซึ่งรวมถึงนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา รวมทั้งการซื้อขายหลักทรัพย์ทางการเงินที่มีอายุการไถ่ถอนระยะสั้น
    นางสาวเปรมกมล เกษรชื่น เลขที่12 กลุ่มเรียนจันทร์เช้า

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น